19 Dec 2009, 11:38am
ผลงาน
by yuree

8 comments

คอลัมน์ใหม่ ‘เวลาติดปีก’

จากการเขียนคอลัมน์ ‘อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน’ ตอนหนึ่งทำให้ทราบว่า

…ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

เพราะมีจำนวนผู้สูงอายุถึง 10% ของประชากรทั้งหมด

โดยคาดการณ์กันว่าในอีก 18 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20%

และในอีก28 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีผู้สูงอายุ 1คน  ต่อคนวัยทำงาน 2 คน

หนึ่งในสาม!

ซึ่งในตอนนั้นม.ย.ร.มะลิก็จะเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้นด้วย

ดังนั้นปีหน้าที่จะถึงนี้ ม.ย.ร. มะลิก็เลยอยากจะสัมผัสรสชาติของ ‘ชีวิตจริง’ ให้เยอะกว่านี้

โดยการออกไปดูงานในการเป็น ‘ผู้สูงอายุ’ ในแบบต่างๆ

เพราะเชื่อว่า

คนแก่ทุกคนมีแสงสว่างที่จะส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง

จึงมั่นใจว่าเรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านค่ะ

ชื่อคอลัมน์ใหม่ เวลาติดปีก

เนื้อเรื่องทำนอง เรื่องราวของเหล่าส.ว. (สง่างามตามวัย)  หลากหลายรูปแบบการใช้ชีวิต

แรงจูงใจที่ทำให้เขียน เราจะแก่ตัวอย่างสง่างามตามสไตล์ของตัวเอง

รูปแบบ เป็น ‘วาดเขียน’ สองหน้าเช่นเดิม

โปรดติดตามด้วยนะคะ

ACROSS THE UNIVERSE

HAMBURGER

March, 2009

เรื่อง :  เจิมสิริ  เหลืองศุภกรณ์

ภาพ :  ณัฐพล  วุฒิเพ็ชร์

 

ในแต่ละวัน เราต่างได้พบเจอผู้คนมากมาย แต่จำนวนหนึ่งของผู้คนเหล่านั้น เรากลับไม่เคยสนใจว่าเขาเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร หรือกระทั่งว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นสำคัญเพียงไหน หลังจากที่ HAMBURGER ได้อ่าน จักรวาล 1x1 เมตร หนังสือพร้อมภาพลายเส้นน่ารักของม.ย.ร. มะลิ HAMBURGER รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ จนต้องนำตัวผู้ถ่ายทอดเรื่องราวในจักรวาลเล็กๆ แห่งซอยทองหล่อมาให้คุณผู้อ่านได้รู้จักกัน

เราจะไม่มีความคิดอะไรอยู่ในหัว เวลาที่เราเขียนโดยใช้นามปากกาม.ย.ร. พอนึกอะไรขึ้นมาได้ก็เขียนไปตามนั้นเลย บางทีก็รู้สึกเหมือนเป็นร่างทรง (หัวเราะ) จริงๆ แล้วเราไม่ได้เก่งเรื่องวาดรูป และไม่ได้เชี่ยวชาญทางนี้ แต่ที่มันดูดีเพราะมันอยู่ในที่เหมาะเจาะ คือมันอยู่ในที่ๆ เล่าเรื่องพอดีมันเลยดูกลมกลืน ม.ย.ร.มะลิ เริ่มเล่าถึงผลงานของตัวเอง ก่อนจะเล่าถึงที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้

 จักรวาล 1x1 เป็นคอลัมน์ในพลอยแกมเพชร มี 25 ตอน เขียนทั้งหมด 1 ปีกับอีก 1 เดือน จักรวาล1x1เมตร เกิดจากไอเดียว่าทุกคนแตกต่างกัน เพราะเราเติบโตมาด้วยอาหารโปรดไม่เหมือนกัน เราใช้เวลาว่างในการทำอะไรไม่เหมือนกัน แล้วเราก็จัดบ้านไม่เหมือนกัน ทำให้เราเติบโตมาด้วยบรรยากาศที่ไม่เหมือนกัน คนเราจึงเชี่ยวชาญและถนัดในสิ่งที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นเราควรให้กำลังใจและภูมิใจกับตัวเอง ในขณะเดียวกันเราก็ควรจะให้เกียรติคนอื่นด้วย นี่คือสิ่งที่เราคิดจะเขียนเรื่องนี้ และที่คิดว่าจะเขียนเกี่ยวกับ 25 มืออาชีพริมถนน เพราะคิดว่าเขาเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการใช้ชีวิต แสดงให้เห็นว่าคนเราเชี่ยวชาญกันคนละอย่าง และเป็นอาชีพที่เราควรให้เกียรติแต่มักจะถูกมองข้าม

                25 มืออาชีพที่ว่า คือเรื่องราวน่ารู้ของผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพต่างๆ ริมทางทองหล่อ อาทิ ตาชัย นักลับคมมีด, ลุงตึ๋ง นักต้มกาแฟเย็น, ดี้ นักเก็บเงินค่าจอดรถ, พี่ทุเรียน นักกวาดถนน และพี่ตุ๋ย นักต้มเฉ่า ซึ่งม.ย.ร. มะลิ ทำหน้าที่เป็นผู้ค้นหาประกายความเชี่ยวชาญของแต่ละคนออกมาให้เราได้ทึ่งในทุกบทตอนของหนังสือ

                สาเหตุที่ชื่อ จักรวาล 1×1 เมตร เพราะตั้งใจจะบอกว่าเราทุกคนมีพื้นที่หนึ่งในชีวิต เป็นที่ๆ เราคุ้นเคย เป็นที่ๆ เราอยู่แล้วเป็นตัวเองที่สุด และสามารถดึงศักยภาพในตัวเรามาใช้ได้ดีที่สุด พื้นที่นั้นอาจเป็นโซฟาที่เรานั่งดูทีวีทุกวัน หรือเป็นโต๊ะทำงานที่เรารู้ว่าวางของเอาไว้ตรงไหน หรืออาจจะเป็นเตาที่เราปิ้งกล้วย จักรที่เราเย็บผ้า กะทะที่เราตีโรตีทุกวัน คือพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่แม้จะเล็กแค่ 1ตารางเมตรแต่มันก็ใหญ่พอจะเป็นจักรวาลของเรา

 

 

 

About Her:

ม.ย.ร. มะลิ คือนามปากกาของ มยุรี มะลิกุล จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันพักอาศัยในจักรวาลทองหล่อ มีจักรวาล 1×1 เมตรของตัวเองเป็นโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ยๆ พร้อมเบาะรองนั่ง บนโต๊ะมีตะกร้าใส่ส้มลูกเล็กๆ เพื่อฮวงจุ้ยที่ดีและมีลูกสาวเป็นแมวไทยลายกระดองเต่าชื่อไอ้โนะ

ปัจจุบันม.ย.ร. มะลิ เป็นคอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน ของนิตยสารพลอยแกมเพชร นอกจากนี้ยังมีผลงานแปลหนังสือ รวมถึงพ็อคเก็ตบุ๊คอีกหลายเล่ม หากอยากรู้จักเธอมากกว่านี้ โปรดติดต่อ www.mayuread.com

 

A Square Metre of the Universe

The NATION  Newspaper

FRIDAY, March 6, 2009

By TANAPORN  TANGCHAROENMANKONG

Scientists can grapple with the dimensions of the universe all they want –Mayuree Maligool only needs a square metre.

The magazine columnist known as Mor Yor Ror Mali makes the case in her new book “Jak Kra Waan 1×1 Metre” – “A Square Metre of the Universe” – a compilation of 25 of her articles from Ploy Kam Petch.

The stories were written from the comfort of her couch at home, in between episodes of Japanese TV series. Her favourite place in her condo may be small, she says, but that’s where she works, relaxes and soaks up inspiration.

“Your personal space”, says Mayuree, 37, “is where you’re the master of your own work. Even street vendors earning their living so simply are the rulers of their chosen realms, their own square metres of the universe.”

In the decade she’s lived along Soi Thonglor, Mayuree has encountered all kinds of people pursuing different careers. The street sweepers, food hawkers, wedding photographers, restaurateurs, salesmen who offer costly imported furniture, the managers of trendy malls – they’ve all shared with her their own universes.

Focusing on the people who work on the street itself, Mayuree’s 181-page book “encompasses 25 professionals who are specialists in their own universe”, she says.

You might be just too busy to chat with a street vendor you see every day, but Mor Yor Ror Mali found the time while rambling up and down Sukhumvit Soi 55.

Among others who ply their trade on the pavement, she talked to a clothing repairer, a key maker, a taxi-motorcyclist, a minibus driver and people who sold chicken biryani, iced coffee, bananas and lottery tickets.

She knocked on 25 “doors” and found inside every one a charming story, and she’s adorably illustrated every personal saga.

“By a ‘square metre of the universe’ I mean a familiar place where you feel free, safe and comfortable, a space where you can perform to your full potential.

“It can be a sofa, the sewing machine, a push cart full of fruit, a hot stove or a tricycle piled up with recyclable stuff.”

Mayuree, a Chulalongkorn University communication-arts graduate, says she started her column to encourage herself after leaving a “routine” job in film post-production.

Friends of hers persevered and succeeded, but “I’ve learned that everyone has his and her own way.

“We’re all unique. My book follows the concept that we grow up with a diverse choice in food, toys and knowledge. We specialise in different kinds of work.

“So we should be proud of ourselves and honour every ‘specialist’ without making any judgment about how important their work is.”

While interviewing the humble labourers around her neighbourhood Mayuree never used prepared questions, instead letting the conversation flow naturally.

She admits to being surprised that these universes are so sophisticated.

“I learned how skilful street vendors are in their work, and yet their talents are always overlooked!”

Thanks to Mayuree’s sense of humour and lively cartoons, readers can share her amazement. There are a lot of handy tips she picked up in the interviews, and the book doubles as a great guide to the delicious treats sold along Thonglor.

Though she’s translated and illustrated several other books, “Jak Kra Waan 1×1 Metre” is Mayuree’s fifth as an author.

Next up is a travelogue based on her month-long visit to Iceland a few years ago.

Meanwhile, Mor Yor Ror Mali has a new column in Ploy Kam Petch called “Yoo Tai Fa Ya Klua Fon”, which means “Don’t Be Afraid of the Rain”. It’s about her efforts to be a better woman in this chaotic world.

“As a columnist for a fortnightly magazine I feel time passes by very fast,” she says, “but it’s wonderful just to sit down in front of a small table and work.

“It’s my universe, where I get inspired. It’s very simple, but it’s my relam.

จักรวาล 1 คูณ 1 เมตร วางจำหน่ายแล้ว

 จักรวาณ 1 คูณ 1ขณะนี้ จักรวาล 1 คูณ 1 เมตร  กำลังเดินทางไปวางแผงแล้วค่ะ  เย่ !โอ้เย…

 

 

 

 

 

ครอบครัวโอวี

 

: อนุมานวสาร สมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธฯ

  ฉบับพฤศจิกายน 2008

: สัมภาษณ์

 

สวัสดีครับ คุณ ม.ย.ร. มะลิ วันนี้ อนุมานวสารขอคุยด้วยหน่อยนะครับ ในฐานะที่คุณ ม.ย.ร. เป็นหนึ่งในครอบครัวโอวี เคยได้ยินหรือรู้จักกับอนุมานวสารไหมครับ

 

ขอบคุณอนุมานวสารที่มาขอคุยด้วยนะคะ  ดีใจมากๆ  ขอแทนตัวเองว่า เราได้มั้ยคะ  จะได้เดาอายุกันไม่ถูก  ^_^  

หนังสืออนุมานวสาร   เราก็ต้องรู้จักสิคะ  เป็นหนังสือเล่มน้อยๆที่ส่งมาให้น้องชายเราถึงที่บ้าน  ซึ่งเรามักจะหยิบมาอ่านด้วย  เห็นตั้งแต่ปกมีสีเดียว  จนตอนนี้ปกสี่สีสวยงามเชียว   อ่านจบได้รู้จักคนที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น   และที่ชอบอ่านเป็นพิเศษ  ก็พวกเรื่องเล่าในอดีตของเด็กประจำรั่วๆ  พลาดๆ  ตลกกันดี   เผอิญไม่ใช่เรื่องของตัวเองค่ะ  เราเลยขำมาก

 

ได้ทราบมาว่า คุณ ม.ย.ร. มีน้องชายเป็นนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ

 

ใช่ค่ะ  สมัยอยู่ประถม  เห็นพวกเพื่อนๆเรียกน้องชายเราว่า  ไอ้ม่อน  พอขึ้นมัธยมเพื่อนคนเดียวกันนี้กลับเรียกน้องเราว่า  ไอ้บู้  เราฟังแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ใช้ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้หรือคะ  เพื่อนน้องเราบางคนชื่อ  ไอ้ป่านป๊าน ไอ้ปู่นปู๊น ไอ้ปี่นปี๊น  ได้ยินชื่อแล้วไม่กล้าให้เข้าบ้านค่ะ

 

น้องชายคุณ ม.ย.ร. เคยมาเล่าเรื่องสนุกๆ หรือพิเรนท์ๆ สมัยอยู่โรงเรียนให้ฟังบ้างหรือเปล่าครับ

 

สมัยน้องเราอยู่คณะเด็กเล็ก  ป.สาม ป.สี่นี่แหละค่ะ  เขามาเล่าให้ฟังว่า  มีเพื่อนตื่นมาเจอปีศาจ  ปาปิเมี้ยวตัวเป็นคนหัวเป็นแมว  กำลังออกหากินอยู่  ตอนนั้นเราไม่เชื่อ  แต่น้องเราบอกว่ามีจริงๆ   ตกลงมีจริงมั้ยคะ

 

คุณ ม.ย.ร. ครับ อยากถามคุณ ม.ย.ร. ว่า คุณ ม.ย.ร. มองเด็กวชิราวุธฯ เป็นยังไงบ้าง เช่น นิสัยดีไหม เจ้าชู้หรือไม่ หรือมีลักษณะเด่นอะไรเป็นพิเศษ จะตอบในฐานะพี่สาวของโอวี หรือเด็กนักเรียนหญิงล้วนโรงเรียนมาแตร์เดอีก็ได้ครับ

 

ในฐานะที่บ้านของเรามักจะมีเด็กวชิราวุธเดินเรียงแถวกัน  เกาะหน้าเกาะหลังเดินขึ้นเดินลงบ้านอยู่เสมอ  ก็

ต้องบอกว่า  เด็กโรงเรียนนี้รักเพื่อนฝูง  เข้าได้กับคนทุกกลุ่ม  มีทัศนคติและวิสัยทัศน์ดี  ที่สำคัญ  มารยาทดีมากๆ  อย่างน้องชายของเราเนี่ย  ครูสอนพิเศษถึงกับมาชมกับแม่เลยว่า  สุภาพบุรุษสุดๆ  ไม่เคยเจอแบบนี้  พอไปถึงบ้านครูก็เลื่อนเก้าอี้ให้ครูนั่ง  เปิดพัดลมให้ครู .. แล้วครูก็ฟ้องแม่ต่อไปเลย   ว่าพอครูเริ่มสอนเขาก็หลับ

 

คุณ ม.ย.ร. รู้จักอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และ ดร. ประทักษ์ ประทีปะเสน หรือเปล่าครับ และทราบหรือไม่ครับว่าท่านทั้งสองเป็นโอวี ที่มีความหลังสมัยเป็นเด็กนักเรียนมาก อนุมานวสารไปสัมภาษณ์ท่านทั้งสองมา และจะลงบทสัมภาษณ์พร้อมกับที่มาคุยกับคุณ ม.ย.ร. นี้ละครับ

 

รู้จักค่ะ  ทั้งสองท่านเป็นศิลปินที่ประเทศไทยควรภาคภูมิใจ 

แต่ที่เรารู้สึกผูกพัน(อยู่ข้างเดียว)เป็นพิเศษก็คืออาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต  สมัยที่เราอยู่ป.สามเป็นเด็กนักเรียนประจำที่โรงเรียนมาแตร์เดอี  วันปิดเทอมขณะที่กำลังรอผู้ปกครองมารับ  จู่ๆคุณครูสุมาลี  ฉิมน้อย  ซึ่งเป็นหนึ่งในครูดูแลนักเรียนประจำ  ได้นำหนังสือรวมภาพลายเส้นของอาจารย์จักรพันธุ์ มาส่งให้   ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมครูถึงให้  แต่จำได้ว่าตัวเองชอบภาพในหนังสือเล่มนั้นมาก  เกิดแรงบันดาลใจ   ปิดเทอมนั้นถึงกับกางภาพแล้ววาดตามใหญ่เลย   หลังจากนั้น  ครั้งใดที่เห็นภาพของอาจารย์จักรพันธุ์   เราจะนึกไปถึงความรู้สึกตอนปิดเทอมครั้งนั้น  เราชอบมองลายเส้นของอาจารย์   เห็นแล้วทำให้จิตใจสงบ  อยากเป็นคนดี

 

ตอนนี้ คุณ ม.ย.ร. ทำอะไรอยู่ครับ ได้ข่าวว่าเขียนหนังสืออยู่หลายที่ และมีหนังสือออกมาแล้วหลายเล่ม แล้วจะมีหนังสือออกใหม่บ้างหรือเปล่าครับ

 

ขอบคุณที่ถามนะคะ

 ตอนนี้ม.ย.ร.มะลิกำลังทุ่มเททั้งใจเพื่อเขียนคอลัมน์  อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน ให้กับนิตยสารน้ำงาม  พลอยแกมเพชร  เป็นเรื่องราวการใช้ชีวิตว้าเหว่ท่ามกลางโลกอันสับสนอลเวงของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่มีดีอะไร  แต่ก็กำลังพยายามอยู่ (งุงิ)

อีกไม่นานจะมีหนังสือรวมเล่มจากคอลัมน์ในพลอยแกมเพชรที่จบไปแล้ว จักรวาล 1 คูณ 1 เมตร ซึ่งเป็นเรื่องราวของคนที่พอใจจะใช้ชีวิตมืออาชีพข้างถนนในซอยทองหล่อ  เช่น  นักทำกุญแจ  นักปิ้งกล้วย  นักลับมีด ฯลฯ  จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วงกลมค่ะ

ผลงานที่ผ่านมาคือ  โตเกียวอะโซบิ  ฮ่องกงอึ่มกอย  ขอพร และแก้ผ้าอาบน้ำ

 ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ถามคำถามนี้ค่ะ ^_^

 

 

 

 

 

จักรวาลเล็ก ๆ ของม.ย.ร. มะลิ

 

: นิตยสารขวัญเรือน ฉบับพฤศจิกายน 2008

: โดย มาทิลด้า

 

การ์ตูนที่คุณเห็นนี้ม.ย.ร. มะลิ ตั้งใจวาดให้ขวัญเรือนเลยค่ะ เป็นภาพของเธอกับเจ้าเหมียวตัวโปรด (สงสัยจะเป็นแมวอารมณ์ดีแต่ขี้รำคาญ)  แน่นอนว่าถ้าใครเป็นแฟนหนังสือของม.ย.ร. มะลิ คงจดจำลายเส้นน่ารักซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเธอได้ ตั้งแต่ โตเกียวอะโซบิ ,ขอพร , ฮ่องกงอึ่มกอย รวมไปถึงคอลัมน์ประจำในหน้านิตยสาร งานเขียนของผู้หญิงคนนี้ต้องมีตัวการ์ตูนแถมด้วยเส้นลายมือประกอบด้วยเสมอ

 

ถ้าอยากรู้ว่าตัวจริงม.ย.ร.มะลิ เป็นเช่นไร ขอบอกว่า ไม่ต่างจากตัวการ์ตูนที่เธอวาดนัก ทั้งหน้าตา ท่าทาง นิสัยใจคอ ก็เพราะเรื่องที่เขียนล้วนมาจากตัวเธอทั้งนั้น ส่วนนามปากกาที่ดูคลับคล้ายราชนิกูล จนสร้างความเข้าใจผิดให้ใครหลายคน เจ้าตัวย้ำนักหนาให้บอกผู้อ่านด้วยว่า ม.ย.ร.เป็นชื่อย่อของตัวจริง นาม มยุรี ส่วนมะลิ คือดอกไม้ที่เธอชอบ ประกอบกับเอาชื่อนี้ไปให้หมอดูดู หมอดูบอกว่า ถ้าใช้นามปากกานี้แล้วจะรุ่ง เจ้าตัวจึงยิ่งภูมิอกภูมิใจ ไม่คิดเปลี่ยนนามปากกาใหม่แน่นอน

 

นอกจากนั้นเธอยังให้คำจำกัดความตัวเองเป็น นักวาดเขียน เพราะจะได้ทำงานทั้งสองอย่างคือ วาดภาพและเขียนเรื่อง ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ชอบมาแต่เด็ก

เคยมีคนติดต่อให้ไปวาดรูปประกอบเหมือนกัน เราก็บอกว่าจริงๆ แล้ว ไม่ใช่คนวาดรูปดี แต่เผอิญรูปที่วาดไปอยู่ในที่ที่เหมาะเจาะ ในที่ เล่าเรื่องจริง ๆ ก็เลยคิดว่าคำว่า นักวาดเขียนน่าจะเหมาะที่สุดแล้วกับ ม.ย.ร.มะลิ เวลาเขียนอะไร เราชอบนึกถึงภาพการ์ตูนขึ้นมาด้วย  ก็จะวาดร่างไว้ ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นคนที่มีวาสนาทางนี้ คนที่มีวาสนาทางนี้คือ รู้สึกพอใจที่จะทำโดยไม่ต้องมีใครมากระตุ้น ไม่มีใครมาบังคับ แต่ไม่ได้เรียนเพิ่มเติม ไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนทางด้านศิลปะโดยเฉพาะ แต่มันอยู่ในชีวิตประจำวันมาตลอด เช่น อยู่ในสมุดเรียน ในกระดาษเขียนจดหมาย ในสมุดบันทึก  จำได้ครั้งหนึ่งตอนเด็ก ไปอยู่บ้านอาอี๊ อาอี๊เป็นคนที่ทนไม่ได้ถ้าเห็นของรกๆ ต้องเข้ามาจัดให้เป็นระเบียบ เราก็ชอบทำรก เลยคิดอยากทำให้อาอี๊ตลก โดยวาดรูปเป็นหน้าเราเล็กๆ แลบลิ้นขนาดเท่าแสตมป์ ไปเสียบตามโต๊ะเขียนหนังสือ ใต้กล่องดินสอ ตามสมุด กะว่าถ้าเขามาเจอคงตลกดี

 

ม.ย.ร. มะลิ เล่าว่า ตอนแรกไม่ได้คิดจะเอาภาพวาดมาใช้ในงานเขียน จนกระทั่งงานเขียนเล่มที่ 2 โตเกียวอะโซบิ หนังสือที่เขียนขึ้นตามบันทึกของการไปเที่ยวโตเกียว ซึ่งเป็นเหมือนจุดหักเหของชีวิต เขียนเรื่องไปเพลิน ๆ ก็รู้สึกว่าน่าจะมีภาพด้วย จึงลงมือวาดการ์ตูนประกอบ และลองนำเสนอบรรณาธิการสำนักพิมพ์วงกลม ตั้งแต่นั้นมาเราจึงได้เห็นหนังสือน่ารัก ๆ ที่อ่านแล้วชวนยิ้ม

 

ก่อนหน้ามาทำงานเขียนเต็มตัว ม.ย.ร. มะลิ ทำงานอยู่ในแวดวงโฆษณา ถ้าได้อ่าน ฮ่องกง อึ่มกอย คงพอรู้ว่า ตอนเธอเรียนจบปริญญาตรีหมาด ๆ มีบริษัทรับเข้าทำงานทันที แถมยังส่งคุณมยุรีไปฝึกงานที่ฮ่องกงหลายเดือน หนังสือเรื่องฮ่องกง อึ่มกอย จึงป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เมื่อครั้งใช้ชีวิตทั้งทำงานและเที่ยวเล่นที่โน่น โดยเขียนจากบันทึกหลายเล่ม ข้อความในโปสการ์ดและจดหมายหลายฉบับ  ส่วน โตเกียวอะโซบิ ก็มีที่มาจากบันทึกช่วงเวลาการอยู่โตเกียว 44 วัน

 

การเขียนบันทึกเอื้อกับงานเขียนมาก เพราะสามารถบันทึกอารมณ์ช่วงนั้นไว้ได้ อย่างเรื่องความจำว่าไปเที่ยวที่ไหนมา เราพอจำได้ว่าไปไหน  แต่อารมณ์จำยาก ถ้าไม่บันทึกไว้ลืมแน่ เวลาเกิดแรงบันดาลใจ เกิดอารมณ์อะไรขึ้นมา มันจะมีคำเด็ด ประโยคเด็ด ๆ เกิดขึ้นมาด้วย ก็ต้องรีบจดไว้ เพราะถ้าเวลาผ่านไป อาจลืมมันไปแล้ว พอเปิดสมุดบันทึกแล้วเห็นคำนี้ เราจะจำวินาทีที่รู้สึกแบบนั้นได้  อย่าง ฮ่องกง อึ่มกอยจะเห็นว่าเราไปเที่ยวจดโปสการ์ด จดหมาย โน้ตของคนนั้นคนนี้มาหมดเลย อย่างเราอ่านโปสการ์ดอันนี้แล้วชอบ เห็นโน้ตที่ตู้เย็นบ้านเจ้านาย รู้สึกว่ามันเข้ากับเขาดี ก็จดไว้ เรื่องเขียนบันทึกนี่เขียนมานานแล้เว แต่ไม่ได้เป็นบันทึกประจำวัน เป็นบันทึกติดตัวมากกว่า นึกอะไรได้ประโยคหนึ่งก็เขียนไว้ วาดรูปคร่าว ๆ เคยมีเพื่อนคนหนึ่งมาเปิดสมุดบันทึก อ่านจบก็เขียนเครื่องหมายคำถามว่าเขียนอะไร คือเป็นสมุดที่อ่านได้คนเดียว เพราะเป็นคำเป็นประโยคที่เรารู้สึก แต่คนอื่นอ่านแล้วจะไม่มีความหมาย

 

นอกจากชอบบันทึก ม.ย.ร.มะลิยังชอบเดินทาง เวลาไปทีหนึ่งก็ชอบอยู่นาน ๆ เพราะอยากเปลี่ยนชีวิตสักช่วงเวลาหนึ่งในโลกอีกใบโลกที่ไม่คุ้นเคย การเดินทางของเธอจึงเป็นเหมือนการไปใช้ชีวิตมากกว่าท่องเที่ยว

 

เวลาเดินทางชอบดูว่าเมืองนี้ ๆ มีอะไรที่น่าสนใจ ถ้าอันไหนตรงกับที่เราต้องการก็จะไป แต่สิ่งที่ทำ อาจไม่เหมือนคนอื่น เพราะนอกจากเลือกสิ่งที่ตัวเองสนใจแล้วชอบเลือกเรื่องขำ ๆ ดูว่าอันไหนไปแล้วเราน่าจะสนุก เอาแนวนอารมณ์ดีเป็นหลัก ในเล่มโตเกียวอะโซบิก็อย่างขี่จักรยานเที่ยว หรือไปหาบ้านซูโม่  กิจกรรมที่ชอบทำคือชอบสังเกตคน อย่างไปญี่ปุ่นที่ ๆชอบไปคือ เซนโตะหรือโรงอาบน้ำสาธารณะ มีช่วงหนึ่งที่ไปอยู่โตเกียวนาน  ก็ไปซื้อหนังสือเซนโตะคลาสสิค และให้เพื่อนช่วยแปลที่อยู่ให้ เราก็ไปซื้อแผนที่โตเกียวแบบละเอียด และขี่จักรยานไปตามนี้ วันละแห่ง ไปถึงก็เจอเรื่องราวประหลาดต่างๆ นานา เพราะสมัยนี้เซนโตะเริ่มที่จะซาๆ ไปแล้ว เพราะคนเริ่มมีห้องอาบน้ำของตัวเอง แต่คนที่ไปน่าสนใจมาก เพราะยังเป็นคุณลุงคุณป้า  เราชอบไปดูคนที่มีอายุ คนแก่ๆ เพราะเขาผ่านอะไรมาเยอะ ทำให้มานึกดูบ้างว่าถ้าแก่แล้วเราจะเป็นยังไง ถ้าเป็นประเทศอื่นที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น ชอบไปตลาด แล้วหาร้านสักร้านนั่งสังเกตผู้คน

 

ปัจจุบันม.ย.ร.มะลิ เป็นคอลัมน์นิสต์ที่นิตยสารพลอยแกมเพชร

มีคอลัมน์ใหม่ชื่อ อยู่ใต้ฟ้า อย่ากลัวฝน ซึ่งเจ้าของคอลัมน์บอกเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตว้าเหว่ในโลกสับสนอลเวงของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีดีอะไร แต่ก็ยังพยายามอยู่…  และเร็ว ๆ นี้แฟน ๆ ของเธอจะได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ ที่รวมมาจากคอลัมน์ จักรวาล 1 คูณ 1 เมตร ในนิตยสารพลอยแกมเพชร

 

เป็นคอลัมน์เขียน 1 ปี 25 ตอน เป็นคอลัมน์ที่ไปสัมภาษณ์มืออาชีพ ที่เลือกที่จะใช้ชีวิตริมถนนในซอยทองหล่อ จักรวาล 1 คูณ 1 เมตร  ก็หมายความว่า เราจะมีพื้นที่ๆหนึ่ง ซึ่งเรารู้สึกคุ้นเคย เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่าเป็นที่ๆสามารถดึงศักยภาพของเรามาใช้ได้ พื้นที่นี้อาจเป็นแค่โซฟาที่เรานั่งดูทีวี อาจเป็นตู้ทำกุญแจที่เรานั่งทำอยู่ทุกวัน อาจเป็นกะทะที่ทำโรตีทุกวัน หรืออาจเป็นจักรเย็บผ้าที่เราเย็บทุกวัน พื้นที่นี้อาจจะเล็กแค่ 1 คูณ 1 เมตร แต่มันก็ใหญ่พอที่จะเป็นจักรวาลของเรา

ช่วงเริ่มต้นเขียนคอลัมน์กำลังลุ่มหลงกับการดูซีรี่ส์ญี่ปุ่น และจะนั่งโซฟานุ่มๆ ที่ข้างหนึ่งมันเปิดออกมาแล้วดึงรีโมตออกมาได้  ตอนนั้นรู้สึกว่าเรายังอยู่อย่างนี้ได้ทั้งวันเลย พอคิดงานได้ก็จะนั่งจดอยู่บนโซฟานี้แหละ รู้สึกว่าจริงๆ เราก็ต้องการแค่นี้ อยู่แค่นี้ของเราได้ เลยคิดเขียนเป็นคอลัมน์ขึ้นมา ซึ่งข้อมูลทั้งหลายอยู่ในซอยทองหล่อ ซอยที่เราอยู่นั่นแหละ เพราะรู้สึกว่าเป็นซอยที่น่าสนใจ มีคนหลากหลาย  ทั้งคนที่เดินผ่านกันไปมา และคนที่เราเดินผ่านเขาไปทุกวัน ซึ่งเขาอาจทำอาชีพที่ดูแล้วเราละเลยผ่านไปเฉยๆ หรืออาจแวะซื้ออย่างไม่สนใจ มืออาชีพหมายถึงมือที่ทำสิ่งนั้นทุกๆวัน การที่เขาทำสิ่งนั้นทุกวัน เขาก็มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเราสู้ไม่ได้เลยบางอย่าง คือเราเชื่อแบบนี้ และพอเราเข้าไปคุยก็เป็นแบบนี้ มันมีจักรวาลของมันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิ้งกล้วย เรื่องทำกุญแจ

จักรวาล 1 คูณ 1 เมตร ทำให้ม.ย.ร.มะลิ รู้จักผู้คนมืออาชีพเพิ่มขึ้น และแต่ละจักรวาลนั้นยังทำให้เธอได้ซาบซึ้ง ได้รับรอยยิ้ม และเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง  ซึ่งเธอก็หวังว่าคนอ่านคงได้รับความรู้สึกนี้เช่นกัน

 

 

 

เล่มโปรดของ ม.ย.ร. มะลิ

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว 

ผู้เขียนชื่อมาซาโนบุ  ฟูกูโอกะ เป็นชาวนาญี่ปุ่น  เขียนด้วยภาษาเรียบง่ายเหมือนเล่าเรื่องเกษตรและธรรมชาติไปเรื่อยๆ  แต่มีผลกระทบใจเราอย่างแรง  ทำอะไรไม่ได้อยู่เกือบเดือน รู้สึกเหมือนเคว้งคว้างอยู่ในเรื่องราวของความจริงอันโดดเดี่ยวของมนุษย์และธรรมชาติ  เป็นหนังสือที่เท่ที่สุด  ที่เราจะหยิบมาอ่านซ้ำอีกหลายครั้งตลอดชีวิต   หนังสือเล่มนี้ทุกคนบนโลกควรอ่าน

การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา เขียนโดย  อาทิตย์ ประสาทกุล  

อ่านแล้วชอบใจจัง  อยากจะมีงานอดิเรกเหมือนคนเขียน  คือออกไปตามที่ต่างๆเพื่อเก็บต้นไม้น้ำ  และช้อนปลามาเลี้ยง  ดูเป็นงานอดิเรกที่รักธรรมชาติ   เจ๋งมาก  ถ่ายทอดออกมาได้อ่อนโยนดี  จิตใจชุ่มฉ่ำไปด้วย   ต่อมาทราบว่าผู้เขียนเป็นนักเขียนที่อายุน้อยที่สุด ที่ผลงานได้รับการตีพิมพ์เป็นเรื่องหน้าปกของนิตยสารสารคดี  (เขียนเรื่องปลาการ์ตูน) เออ..เขาคงลุ่มหลงในการนี้จริงๆ   เรารู้สึกว่าเด็กๆน่าจะมีงานอดิเรกดีๆ  ถ้าได้อ่านเล่มนี้น่าจะเกิดแรงบันดาลใจเหมือนที่เรารู้สึก

วีรกรรมทำเพื่อเงิน  เขียนโดย  เจเน็ท อีวาโนวิช   

นวนิยายซีรีย์นี้ขอบอกว่าติดงอมแงม  เคยถึงขนาดอ่านจบแล้วไปร้านหนังสือทันทีเพื่อหาซื้อภาคต่อไป  ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเล่มที่ตัวเองอ่านมันเพิ่งออกมา  เคยเป็นกันมั้ยคะอารมณ์นี้  คือรอไม่ไหวแล้ว อยากรู้ว่า สเตฟานี พลัมกับโจเซฟ มอลเลรีจะลงเอยกันรึเปล่า  ที่จริงซีรีย์นี้เป็นเรื่องแนวตื่นเต้นสืบสวน มีฉากโหดๆด้วย  แต่นางเอกดันเป็นคนโก๊ะๆ  ที่กำลังจนตรอก(เหมือนเราเลย )ก็เลยไปสมัครเป็นนักล่าเงินประกันของบริษัทที่เป็นญาติๆกัน  อ่านแล้วขำมาก  ชอบมากๆ  นางเอกเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์ชื่อเร็กซ์   ซึ่งไม่มีบทบาทอะไรมาก  แค่วิ่งๆอยู่ในกระป๋องซุป  แต่เราชอบมาก  มีครั้งหนึ่ง   เล่มใหม่ไม่ออกซะที ถึงขนาดไปจตุจักรเลยนะ  จะไปซื้อหนูแฮมสเตอร์มาเลี้ยงมั่ง อยากเป็นนางเอก  ดีว่าเพื่อนห้ามไว้

 

ของขวัญจากในหลวง

  

                                                        

: พลอยแกมเพชร ฉบับ ธันวาคม 2550

: โดย ม.ย.ร. มะลิ

 

 ในปีพ.ศ.๒๕๓๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ฉันเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบุญมหาศาลเหล่านั้น  

แต่ว่า ..ฉันเอ็นท์เข้าจุฬาเพียงเพราะอยากให้  พ่อกับแม่ ดีใจ   เข้าคณะนิเทศศาสตร์เพราะ มีคนบอก ว่าฉันเหมาะกับคณะนี้  แถมยังเลือกเรียนเอกสาขาภาพยนตร์เพราะ ตามเพื่อน

ขณะที่ยืนอยู่บนเวทีเพื่อรอคิวเข้าเฝ้าในหลวง  ฉันเกิดความรู้สึกที่ลึกล้ำที่สุด  

ในวินาทีที่สำคัญที่สุดในชีวิต  ซึ่งคงเป็นครั้งเดียวที่ฉันจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าในหลวงอย่างใกล้ชิดขนาดนั้น   ฉันยื่นมือไปรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของพระองค์  แต่กลับ ไม่อาจเงยหน้า ชมพระบารมีของท่านได้

ขณะนี้ผ่านวันนั้นมาแล้ว13 ปี    ปัจจุบันฉันมีอาชีพเขียนหนังสือ  แม้จะไม่ได้เป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จโดยวัดจากความโด่งดัง  แต่ฉันภูมิใจในงานของตัวเองทุกชิ้น   เพราะมันเขียนขึ้นมาจากการใคร่ครวญเป็นอย่างดี   ให้มี คุณค่า ตามแบบของฉัน    

 นับจากวินาทีที่ฉันไม่อาจเงยหน้ามองพระองค์    พระองค์ทรงมอบของ ขวัญบางอย่าง ติดปริญญาบัตรใบนี้มาด้วย  นั่นก็คือ แรงบันดาลใจแห่งชีวิต   

ทรงพระเจริญเพคะ

 

        ม.ย.ร. มะลิ

 

 

 

 

ผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวจะมีแววตาอ้างว้างและเปล่าเปลี่ยว

 

: a day Magazine โดย ม.ย.ร. มะลิ

 ผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวจะมีแววตาที่อ้างว้างและเปล่าเปลี่ยว  เนื่องจากหล่อนกำลังฝืนธรรมชาติอยู่ค่ะ  

ความสุขที่สุดของฉัน  คือการนั่งอยู่กับบ้านปักผ้าเช็ดหน้าเป็นรูปลูกไก่วิ่งตามกันร้องเจี๊ยบๆ,ดื่มน้ำชาจากชุมเห็ดเทศที่เก็บมาตากเอง,ต้มกาแฟให้กลิ่นหอมอบอวลไปทั้งบ้าน และนอนดูละครที่ความรักเอาชนะได้ทุกสิ่ง  อันเป็นความสุขที่คล้ายคลึงกับผู้หญิงทุกคนบนโลก 

(ซึ่งมีต่อมอะไรไม่รู้ในสมอง  ที่หลั่งออกมาให้เราพอใจที่จะอยู่ในที่ๆคุ้นเคยและปลอดภัย  เพื่อที่จะปกป้องเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบใหญ่)  

อย่างไรก็ตาม  ปีสองปีมานี้  เทวดาเกิดดลใจให้ฉันต้องการออกท่องเที่ยวคนเดียว  และสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือ  ไม่ว่าจะไปที่ไหนและมีแผนที่ๆได้มาตรฐานเช่นไร   ฉันก็ยังหลงทาง ค่ะ 

(ผู้หญิงมีต่อมอะไรไม่รู้ในสมอง  ที่หลั่งออกมาให้เราสับสนกับทิศทาง  จะได้ไม่อยากไปไหน  และอยู่แต่ในที่ๆคุ้นเคยเพื่อปกป้องและเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบใหญ่) 

สรุปแล้ว  วินาทีที่มีความสุขที่สุดของฉันตลอดการเดินทาง  จึงเป็นตอนที่กลับบ้าน  ไขกุญแจดังคลิ๊กและเปิดประตูเข้าไปเห็นบ้านรกๆแสนรัก  น้ำตาคลอกันเลยทีเดียว 

โอ้ฟ้า.. แต่ผู้หญิงคนนี้จำจะต้องฝืนธรรมชาติและออกเดินทางคนเดียวต่อไปค่ะ 

นั่นก็เพราะว่าหล่อนติดใจความสุขแห่งการกลับบ้านซะแล้ว 

มันเป็นความรู้สึกมหัศจรรย์ที่ผู้หญิงควรได้สัมผัสสักครั้งในชีวิต   นี่คือสิทธิพิเศษเฉพาะเพศหญิงเท่านั้นนะคะ  ผู้ชายอกสาม-สี่ศอก อย่าพยายามเลยค่ะ  ต่อให้ไปปีนผา  ไต่เหว  และอดอาบน้ำสามวันในทะเลทราย  กลับมาบ้านก็ไม่อาจซี้ด ได้อย่างนี้เลย  

จากม.ย.ร.มะลิ (ผู้หญิงที่มีแววตาอ้างว้างและเปล่าเปลี่ยว)

¼/p>

a pen interview 78

(คอลัมน์สัมภาษณ์นักเขียนโดยผ่านปากกาของเขาเอง  โดยให้นักเขียนท่านนั้นๆ ปลอมตัวเป็นปากกามาตอบบทสัมภาษณ์นี้  : จากคอลัมน์ a pen interview ใน a day ฉบับที่ 78 เดือนกุมภาพันธ์ 2007)  

: a pen interview ฉบับ78 เดือนกุมภาพันธ์ 2007

: สัมภาษณ์   

คุณกับม.ย.ร.มะลิไปรู้จักมักจี่กันได้ยังไง เขาถึงชวนคุณมาเขียนหนังสือ
เจ๊แกเป็นคนตามกระแสครับ  พอเข้าไปในร้าน  เห็นผมเป็นรุ่น ‘ทรงพระเจริญ’ แกก็คว้าเลยครับ 

มองผาดแรก ยอมรับว่าปล่อยไก่ไปตัวเบ้อเริ่ม เรานึกว่าเพื่อนคุณเป็นราชนิกูล เป็นม.ร.ว. อะไรอย่างนั้น คุณพอจะรู้เหตุผลไหมว่า ทำไมเพื่อนคุณถึงมีนามปากกาชวนสับสนอย่างนี้
ฮ่าฮ่า  เจ๊แกดีใจนะเนี่ย  แต่ที่จริงนามปากกานี้  ก็แค่ตัวย่อของชื่อและนามสกุลเจ๊ครับ

ได้ข่าวมาว่า งานเขียนหลายๆ เล่มของเพื่อนคุณเป็นการสังเคราะห์มาจากการสมุดบันทึก จากการที่คุณได้พบปะกับสมุดของเธอ คุณสังเกตไหมว่า เรื่องแบบไหนที่เธอจะหยิบเอามาเล่าต่อในหนังสือ และเรื่องแบบไหนที่จะถูกปล่อยให้นอนก้นอยู่ในสมุดบันทึกต่อไป
ผมว่า  ที่เจ๊เลือก  เพราะมันตรงกับเรื่องที่เจ๊อยากจะเขียนอ่ะครับ

เห็นหลายๆ เล่มดูจะเป็นงานเขียนเชิงท่องเที่ยว นี่เป็น ‘ทาง’ ของเพื่อนคุณหรือเปล่า (…อ่านต่อ)